คนที่ถามคำถามนี้มักเป็นคนในเมือง เพราะเขามักจะอ้างว่าไม่มีที่ปลูกหนึ่ง สองไม่มีเวลา นี่เป็นปัญหาของคนเมือง ถ้าชาวบ้านจะถามว่า ผักอินทรีย์ ปลูกแบบไหน ปลูกยังไง มันคนละเวอร์ชั่นกัน ไล่เรื่องราวเอาจากใกล้ตัวสุดก่อน แล้วค่อยๆ ขยายออกวงนอก
อีกหน่อยผักทุกอย่างแพงขึ้น เราจะต้องปลูกกินเองแล้วเกือบทั้งหมด นี่เป็นนโยบายรัฐบาลที่เน้นให้เราช่วยตัวเอง เช่น มะนาวแพง ก็ให้ปลูกมะนาวกินเอง ผักแพงก็ให้ปลูกผักกินเอง ข้าวแพงก็ให้ปลูกข้าวกินเอง อีกหน่อยวงการเกษตรเราจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนโยบายรัฐบาล
กลับมาที่เรื่องผลิตภัณฑ์อินทรีย์ที่เราอยากกิน แต่หาที่ซื้อไม่ได้ เราจะทำอย่างไร มีคนถามอยู่เสมอว่า ถ้าเราอยากสุขภาพดี เราจะหาผักอินทรีย์ได้จากที่ไหนกิน ผมก็เลยเรียบเรียงมาพอเป็นแนวทางให้เสาะหา เป็นบันได 8 ขั้นสำหรับผู้ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์อินทรีย์
1. ผักหลังบ้าน ที่ปลูกไว้กินเอง
ที่แรก ต้องหากินในบ้านก่อน ชอบกินผักชนิดไหน ถามคนในบ้านให้ครบ แล้วก็ปลูกผักชนิดนั้นๆ ก่อน ไม่จำเป็นต้องปลูกหลายชนิดนัก ใช้ภาชนะปลูก เป็นถ้วย ถัง กะละมัง ปี๊บ ในถุงยังได้เลย แขวนก็ยังได้ แต่เปลืองน้ำเวลารด อย่าพึ่งปลูกผักเลยผมว่า เอาปลูกผักปรุงรสก่อน ซึ่งง่ายกว่าผักเยอะ
2.ผักที่ขึ้นเองตามริมรั้ว
ลองสังเกตดูตามรั้วบ้าน หรือหลังบ้านบ้างไหมครับ บางทีเราไม่ได้ปลูกแต่มันขึ้นเอง ที่พบบ่อยสุดคือ ต้นตำลึง เผลอไม่ได้มาดูแป๊บเดียวตำลึงทอดยอดเลื้อยขึ้นรั้วแล้ว ยิ่งหน้าฝนตำลึงยิ่งโตเร็ว ยิ่งเด็ดบ่อยก็ยิ่งแตกยอดให้มากมาย ลองสังเกตจะเห็นใบตำลึงจะมีคล้ายๆ กับใบเมเปิ้ล คือมีรอยหยักข้างใบทั้งสองข้าง เขามักจะเรียกว่าตำลึงตัวผู้ ส่วนอีกแบบไม่มีรอยหยัก จะเป็นตำลึงเต็มใบ มักเรียกว่า ตำลึงตัวเมีย แบบที่สองน่ากินกว่า ได้ใบเต็มๆ
กระถินริมรั้วก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ขึ้นโดยไม่ต้องปลูก หมั่นเด็ดยอดก็จะมียอดให้กินเรื่อยๆ โดยเฉพาะคู่กับน้ำพริกหรือหอยนางรมสด เข้ากั๊นเข้ากัน สมัยผมทำงานใหม่ๆ ก็รอดได้เพราะผักพวกนี้แหละ แต่ก็มีการปลูกเสริมกินบ้าง เช่น ผักโขม ปลูกง่ายโคตรๆ เมล็ดก็ไม่ต้องหาซื้อ ปล่อยบางต้นให้แก่ รูดเม็ดใส่ถุงพลาสติกไว้ในตู้เย็น ต้นผักโขมได้ทั้งแกงจืด ผัด กระถิน กินกับน้ำพริกกะปิ โสมไทยก็เคยปลูกไว้กินแต่จะเป็นเมือกๆ หน่อย
3. ผักที่เพื่อนบ้านปลูก
บางหมู่บ้านในเมือง ยังมีการทำกับข้าวแล้วแบ่งแจกกันเลย ตอนที่ผมเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ๆ เมื่อ 30 ปีที่แล้วยังเคยเจอ (เลยรู้หมดว่าอายุกี่ขวบ) ผักกวางตุ้ง ที่เพื่อนบ้านปลูกอาจกินจนเบื่อแล้ว เราก็ปลูกคะน้ากินจนเบื่อเหมือนกัน ก็เลยเอามาแลกกัน พอดีอีกบ้านหนึ่งปลูกหัวไชเท้ากินเบื่อเหมือนกัน ก็แลกกันไปแลกกันมา สามอย่างก็ทำจับฉ่ายได้พอดี (จับฉ่ายจริงๆ คือผัก 10 อย่าง จั๊บ = 10 ฉ่าย = ผัก แต่จับฉ่ายคนเมืองผัก 3 อย่าง ก็หรูแล้ว) เหลือแต่โครงไก่ก็หาซื้อเอาบ้าง เพราะในเมืองคงหาคนเลี้ยงไก่มาฆ่ากินยากพอสมควร ถ้าจะให้วิลิศมาหรายิ่งขึ้นก็เปลี่ยนจากโครงไก่เป็นหมูสามชั้นทอดก็ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ผมเคยแนะนำเจ้าของสวนผักคะน้าให้ทำจับฉ่ายกิน เขาบอกว่า ทำกินแล้วไม่เห็นอร่อยเลย ถามวิธีทำของเขา ก็ได้แต่หัวเราะก๊าก ทำแบบนี้เขาไม่เรียกว่าจับฉ่าย วันหน้ามีโอกาสจะมาเล่าสู่กันฟัง
4. ผัก ผลไม้ ที่เรารู้จักแหล่งปลูก
ผักเองที่บ้านก็ไม่ได้ปลูก รั้วก็ไม่มีให้ตำลึงไต่ หนำซ้ำเพื่อนบ้านก็ต่างคนต่างอยู่ สามวิธีแรกเป็นอันว่าไม่ได้แน่ ลองๆ ดูผัก ผลไม้ ที่เรารู้จักแหล่งปลูกไหมครับ เช่น ทุเรียนเมืองนนท์ ถ้าเรารู้จักแหล่งหรือเจ้าของสวนที่ปลูกเองเราก็จะมั่นใจในการผลิตพืชผักของเขาว่าปลอดภัยหรือไม่ กล้วยไข่กำแพงเพชร ปลาสลิดบางบ่อ สับปะรดภูเก็ต สับปะรดภูแล ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ไปดู แต่ก็ดูตามสื่อ พบว่า สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่มีแหล่งผลิตที่ชัดเจนและมีการปลูกแบบวิถีธรรมชาติก็พอจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง
5. ผักพื้นบ้าน
ในห้างสรรพสินค้าหรือตลาดสดบางแห่งไม่มีผักพื้นบ้าน ยิ่งตลาดในเมืองจริงๆ มักไม่ค่อยพบเห็น ส่วนตลาดชานเมืองรอบกรุงเทพฯ ตามรัศมีขอบปริมณฑลพบเห็นบ่อย สมัยก่อนแถวบางเขน ใกล้ๆ สถานีรถไฟ มักจะมีป้าๆ มานั่งขายผัก ซึ่งอยู่ในกระจาด กระบุง พร้อมคานหาบ จากที่สอบถามป้าบอกว่า มาจากอ่างทอง โดยนั่งรถไฟชั้นสามมาราคาไม่กี่บาท ผักที่ขายส่วนใหญ่ก็จะปลูกเองหรือไม่ก็ของเพื่อนบ้าน อาทิ พริกขี้หนู ผักหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ฟักข้าว เห็ดตับเต่า ผักกุ่มดอง ผักเสี้ยนดอง ผักหนามดอง สายบัว ผักแผ้ว ผักกะแยง และผักเหมียง ผักพวกนี้เป็นผักพื้นบ้าน เป็นพืชสมุนไพร ศัตรูพืชโรคแมลงค่อนข้างน้อย เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องฉีดยา
6. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ กันแต่ปู่ ย่า ตา ยาย
ยังคงจำน้ำตาลปึก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลในหม้อตาล น้ำตาลโตนด ในสมัยก่อนได้ไหมครับ ก่อนที่จะมีน้ำตาลทรายใช้กันในปัจจุบัน ปู่ ย่า ตา ยาย เราใช้น้ำตาลที่กล่าวมานั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของอาหารคาวหวานที่ต้องการความหวาน แต่ขอย้ำนะครับว่า ปัจจุบัน แม้ยังมีอยู่ แต่มีกรรมวิธีที่เปลี่ยนไป ส่วนหนึ่งใช้สิ่งปลอมปนเข้ามาจนกลายเป็นโทษ เพราะฉะนั้นต้องรู้จักแหล่งที่ซื้อ แต่บางอย่างหายไป เช่น น้ำตาลในหม้อตาล ส่วนน้ำตาลโตนดที่เป็นแว่นยังคงอยู่ ผมเจอที่ไหนไม่ได้ต้องซื้อมาทุกที เพราะหลงเสน่ห์ในความเป็นของเก่าของมัน จนเต็มตู้เย็นหมดแล้ว
7.ตะกร้าผัก
คำว่า ตะกร้าผัก เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึงผักที่เราผู้บริโภคทำข้อตกลงกับผู้ผลิตซึ่งเป็นเกษตรกรว่าเราจะจ่ายเงินให้ก่อนนะเป็นรายเดือน สามเดือน หรืออะไรก็ว่ากันไป แต่เกษตรกรจะต้องนำผักใส่ตะกร้ามาให้เราโดยกำหนดน้ำหนักไว้ แต่ปริมาณผักขึ้นอยู่กับฤดูกาล เป็นพันธสัญญาที่มีระหว่างกัน เราดีใจที่จะได้มีผักอินทรีย์กิน และดีใจที่ได้ช่วยอาชีพเกษตรกรรม เกษตรกรก็ดีใจที่ปลูกแล้วมีคนซื้อ ก็ตั้งใจที่จะผลิตแต่สิ่งดีๆ ตอบแทนเขา
8.ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า
ร้านค้าจำพวกนี้ ได้แก่ ร้านค้าสุขภาพ ร้านค้าออร์แกนิก ห้างสรรพสินค้า ตลาดเหล่านี้เรามักต้องดูตราสัญลักษณ์ของเกษตรอินทรีย์ เช่น ออร์แกนิกไทยแลนด์ USDA ของสหรัฐอเมริกา IFOAM ของประเทศกลุ่มยุโรป เป็นต้น เนื่องจากเราไม่ได้รู้จักเจ้าของเป็นการส่วนตัว ไม่เหมือนกับข้อที่ผ่านๆ มาทุกข้อ เพราะฉะนั้นเครื่องหมายที่บอกถึงความเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนตลาดนัดสีเขียวทั่วไป เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยผ่านการคัดกรองมาจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสถานที่ชั้นหนึ่งแล้ว
ความกังวลเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ถึงแม้จะมีบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรคก็จริง แต่พอจริงๆ ก็ไม่ทุกโรคเสมอไป บางโรคค่ารักษาก็แสนแพง มีสตางค์มากก็เอาข้อสุดท้ายเป็นหลักคือ ซื้ออย่างเดียว ซึ่งราคาค่อนข้างสูงกว่าผักธรรมดา ถ้าเงินน้อยหน่อย ก็ดู ข้อ 1-3 ถือเป็นกิจกรรมหลักและสันทนาการในครอบครัว ขอให้คนไทยมีผักดีๆ กิน และสุขภาพแข็งแรงนะครับ

